วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่6 การประยุกต์ใช้งานโปรแกรม

บทที่6 การประยุกต์ใช้งานโปรแกรมตารางงาน
               









ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทำงานได้หลายอย่าง ผู้ใช้ควรเรียนรู้ว่าใครควร จะใช้โปรแกรมใด ใช้ทำอะไร และใช้อย่างไร ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ใช้โปรแกรมตารางทำงานการคำนวณยอดขาย นักออกแบบกราฟิกใช้โปรแกรม Adobe Photoshop ตกแต่งภาพ   เลขานุการใช้โปรแกรม ประมวลผลคำพิมพ์จดหมาย และใช้อีเมล์ในการติดต่อสื่อสารผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

                ซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งถ้าโปรแกรมพัฒนาขึ้นเพื่อความต้องการเฉพาะขององค์การใดองค์การหนึ่ง จะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี้ว่า ซอฟต์แวร์เฉพาะงาน (Custom program หรือ Tailor-made software) ซึ่งข้อดีคือ โปรแกรมสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความประสงค์ของหน่วยงาน แต่ข้อเสียคือซอฟต์แวร์ประเภทนี้จะใช้เวลาในการพัฒนานานและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

                ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้สำหรับงานทั่ว ๆ ไป (General purpose software) หรือบางครั้งเรียกว่า โปรแกรมสำเร็จรูป (Package software) เป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ (Commercial software) ที่ผู้ใช้สามารถซื้อไปประยุกต์ใช้งานได้ทันที

ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์

                ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ประยุกต์พื้นฐานและซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน หากคุณต้องการใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์เอกสาร คำนวณ จัดการหลักฐานข้อมูล และทำงานนำเสนอ สามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์พื้นฐาน สำหรับซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงานเป็นซอฟต์แวร์ สำหรับงานเฉพาะอย่างและสำหรับแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งจะรวมถึงซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับเว็บด้วย ตัวอย่างเช่น นักออกแบบกราฟิกใช้โปรแกรม Adobe Photoshop ในการจัดการเกี่ยวกับภาพกราฟิกต่าง ๆ และบริษัทสายการบินใช้โปรแกรมขายตั๋วเครื่องบินผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

                มีซอฟต์แวร์ประยุกต์จำนวนมากที่สามารถดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ได้ฟรี โดยจะเรียกซอฟต์แวร์เหล่านี้ว่า ฟรีแวร์ (Freeware) นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ (Shareware) ซึ่งสามารถทดลองใช้ได้ก่อน ถ้าพอใจจึงจะติดต่อขอซื้อหรือขอรับรหัสการใช้งานแบบเต็มประสิทธิภาพ

                โดยทั่วไปซอฟต์แวร์ประยุกต์จะถูกติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือขององค์การแต่ไม่นานมานี้มีซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งลงในเครื่องของตนเอง แต่สามารถใช้งานผ่านเว็บได้ การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ทำงานผ่านเว็บกำลังเป็นที่นิยมมากในระบบธุรกิจ เรียกซอฟต์แวร์ประยุกต์แบบนี้ว่า ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ทำงานผ่านเว็บ หรือ เว็บเบสแอพพลิเคชัน (Web based application)

                ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือเอเอสพี (Application Service Provider : ASP) จะให้บริการแก่ผู้ใช้ในการเข้าถึงซอฟต์แวร์ประยุกต์บนเว็บไซต์นั้น ๆ โดยผู้ใช้จะต้องติดต่อไปยังเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ คัดลอกซอฟต์แวร์ประยุกต์ไปยังหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ และดำเนินการประมวลผล ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ประยุกต์ส่วนใหญ่จัดเตรียมซอฟต์แวร์ไว้ให้หลากหลายประเภทและเก็บค่าบริการกับผู้ใช้

ซอฟต์แวร์ประยุกต์พื้นฐาน

                ซอฟต์แวร์ประยุกต์พื้นฐาน (Basic application) หรือบางครั้งเรียกว่าซอฟต์แวร์ประยุกต์อเนกประสงค์ (General-purpose application) หรือ ซอฟต์แวร์ช่วยเพิ่มผลผลิต (Productivity application) เป็นซอฟต์แวร์ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ โปรแกรมประมวลคำ  โปรแกรมตารางทำงาน โปรแกรม นำเสนอ และโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล

1. โปรแกรมประมวลผลคำ

โปรแกรมประมวลผลคำ (Word processor) เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้ในการสร้างเอกสาร (Document) ซึ่งมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือตามองค์กรต่าง ๆ ใช้ในการสร้างงานเอกสารต่าง ๆ เช่น บันทึก จดหมาย คู่มือ และแผ่นพับ นอกจากนี้โปรแกรมประมวลผลคำยังสามารถใช้สำหรับการสร้างเว็บเพจส่วนตัวได้ด้วย โปรแกรมประมวลผลคำที่ใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ Microsoft Word, Corel WordPerfect และ Lotus word Pro



2.โปรแกรมตารางทำการ

                โปรแกรมตารางทำงาน (Spreadsheet program) ใช้สำหรับคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นตัวเลข และสร้างแผนภูมิ เช่น งบประมาณและรายงานทางการเงิน นิยมสำหรับผู้ใช้ในเกือบทุกสาขาอาชีพ เช่น ด้านการศึกษา อาจารย์ใช้เก็บข้อมูล คำนวณ หาค่าเฉลี่ย และผลการเรียนของนักศึกษา ด้านการตลาด อาจใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มเกี่ยวกับการขาย ด้านการเงิน อาจใช้สำหรับประเมินและวาดกราฟแนวโน้มราคาหุ้น

                โปรแกรมตารางทำการที่นิยมใช้กันมากมีอยู่ 3 โปรแกรม ได้แก่ Microsoft Excel, Corel Quattro Pro และ Lotus 1-2-3

                โปรแกรมตารางทำการ ใช้สำหรับจัดการข้อมูลที่เป็นตัวเลขและการสร้างไฟล์ข้อมูล ข้อมูลจะถูกเก็บ ไว้ในไฟล์สมุดงาน (Workbook file) ซึ่งประกอบด้วยแผ่นงาน (Worksheet) หรือแผ่นตารางทำการ (Spreadsheet)  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ชีท (Sheet) จำนวนหนึ่งแผ่นหรือมากกว่า แผ่นงานแต่ละแผ่นจะมีเส้นแบ่งระหว่างแถวและคอลัมน์ คอลัมน์จะถูกอ้างถึงโดยใช้ตัวอักษร แถวจะถูกอ้างถึงโดยใช้ตัวเลข ส่วนที่ตัดกันระหว่างแถวกับคอลัมน์ เรียกว่า เซลล์ (Cell) ตัวอย่างเช่น เซลล์ D8 เป็นส่วนที่ตัดกันระหว่างคอลัมน์ D และแถวที่ 8

                ในการป้อนข้อมูลลงเซลล์ สามารถพิมพ์ข้อความหรือตัวเลขก็ได้ เช่น ในภาพที่ 10.2 เซลล์ B8 มี ข้อความเป็น Food และเซลล์ D8 เป็นจำนวนเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายของรายการดังกล่าว

                ข้อมูลตัวเลขอาจจะเกิดจากการพิมพ์เลขนั้นเข้าไปหรือเกิดจากสูตรก็ได้ สูตร (Formula) คือ คำสั่งที่ใช้ในการคำนวณหรือประมวลผล เช่น เซลล์ F15 (เป็นข้อมูลของ Net) เกิดจากการใช้สูตร = E5-E13 คือ เป็นค่าที่อยู่ในเซลล์ E5 (Wages) ลบค่าที่อยู่ในเซลล์ E13 (Total Expenses) ฟังก์ชัน (Function) คือ สูตรที่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยโปรแกรมตารางทำการ ใช้สำหรับการคำนวณต่าง ๆ เช่น หาค่าผลรวมของเซลล์ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น เซลล์ E13 เป็นผลจากการใช้ฟังก์ชัน =
SUM(D8:D12) เพื่อบวกค่าสะสมของเซลล์ D8 ถึง D12 ช่วงข้อมูล (Range) คือ เซลล์ที่อยู่ติดกัน ในกรณีตั้งแต่เซลล์ D8, D9, D10, D11, D12 และแสดงผลรวมในเซลล์ E13 โปรแกรมตารางทำการได้จัดเตรียมฟังก์ชันไว้หลากหลาย ได้แก่ ฟังก์ชันทางด้านการเงิน คณิตศาสตร์ สถิติ และด้านตรรกศาสตร์
3.       โปรแกรมนำเสนอ
                โปรแกรมนำเสนอ (Presentation program) ใช้เพื่อสร้างงานนำเสนอที่น่าสนใจและมีลักษณะเป็นมืออาชีพ นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารข้อความ หรือชักจูงบุคคลให้มีความสนใจได้ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางด้านการตลาด พนักงานขายนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ นักศึกษาใช้เพื่อนำเสนอรายงานที่ค้นคว้ามาได้ โปรแกรมนำเสนอที่นิยมใช้มี 3 โปรแกรม คือ Microsoft PowerPoint, Corel Presentations และ Lotus Freelance Graphics

                ไฟล์งานนำเสนอจะประกอบด้วยภาพนิ่ง (Slide) หลาย ๆ ภาพ โปรแกรมสร้างงานนำเสนอบางโปรแกรมมีการใช้วิซาร์ด (Wizard) อัตโนมัติช่วยแนะนำผู้ใช้ให้สามารถสร้างงานนำเสนอได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีเครื่องมือใช้เลือกสี โครงร่าง แม่แบบ ลูกเล่นต่าง ๆ และต้นแบบภาพนิ่ง

       

        4. โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล

                ฐานข้อมูล (Database) เป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ระบบจัดการฐานข้อมูล (Data base Management System : DBMS) เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับทำโครงสร้างของฐานข้อมูล และมีเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับพิมพ์ แก้ไข และดึงข้อมูล

                ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ออกแบบมาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์และได้รับความนิยม ได้แก่ Microsoft Access, Corel Paradox และ Lotus Approach

                ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational database) เป็นฐานข้อมูลแบบโครงสร้างที่นิยมใช้กันมากที่สุด ข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในตาราง (Table) ที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ละตารางจะประกอบด้วยแถวที่เรียกว่า ระเบียน หรือ เรคอร์ด (Record) และคอลัมน์ที่เรียกว่า ฟิลด์ (Field) แต่ละ เรคอร์ด ประกอบฟิลด์ของสิ่งที่ต้องการเก็บข้อมูล เช่น บุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ

                ระบบจัดการฐานข้อมูลได้จัดเตรียมเครื่องมือที่หลากหลายสำหรับสร้างและใช้ฐานข้อมูล เช่น เครื่องมือในการเรียงลำดับเรคอร์ดตามฟิลด์ที่เลือก แต่อย่างไรก็ตามประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของระบบจัดการฐานข้อมูลคือ ความสามารถในการค้นหาและดึงข้อมูลที่อยู่ในตารางต่าง ๆ ที่แยกกันได้โดยการใช้เครื่องมือในการสอบถามข้อมูล ฟอร์ม และรายงาน การสอบถามข้อมูล (Query) เป็นการเรียกค้นหาข้อมูลที่ต้องการฟอร์มจะมีลักษณะคล้ายแบบฟอร์มในกระดาษเพียงแต่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ประโยชน์ของฟอร์มคือใช้สำหรับเพิ่มข้อมูลเรคอร์ดใหม่หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่มีอยู่ ข้อมูลจากตารางและการสอบถามสามารถนำไปใช้สร้างรายงาน (Report) ได้



การใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างซอฟต์แวร์ประยุกต์ต่าง ๆ

                ความสามารถในการใช้ข้อมูลร่วมกันให้เกิดประโยชน์และความสะดวกสบายในการทำงานระหว่างโปรแกรมประยุกต์ ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการทำงานนำเสนอ บางครั้งอาจจะต้องรวมแผนภูมิจากโปรแกรมตารางทำการหรือข้อมูลจากฐานข้อมูล ข้อมูลจากซอฟต์แวร์ประยุกต์หนึ่งจะสามารถนำไปใช้ร่วมกันระหว่างซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ ได้หลายทาง เช่น การคัดลอกและวาง การเชื่อมโยง และการฝังวัตถุ

                1. การคัดลอกและวาง เป็นวิธีที่ตรงที่สุดโดยเพียงแต่เลือกข้อมูลหรือวัตถุที่ต้องการแล้วใช้คำสั่งคัดลอก (Copy) จากนั้นเปิดไฟล์ที่ต้องการวางข้อมูลดังกล่าว วางตัวชี้ในตำแหน่งที่ต้องการแล้วใช้คำสั่งวาง (Paste) การใช้ข้อมูลร่วมกันในลักษณะนี้จะเป็นแบบอยู่คงที่คือ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลจากต้นทางจะไม่กระทบกับข้อมูลที่ถูกนำไปวาง

                2. การเชื่อมโยงและฝังวัตถุ (Object Linking and Embedding : OLE) เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ทำให้สามารถใช้ข้อมูลหรือวัตถุ (Object) ที่สร้างจากโปรแกรมอื่นได้ ตัวอย่างเช่น
สามารถสร้างภาพแผนภาพจากโปรแกรมตารางทำการแล้วนำมาใส่ไว้ในเอกสารของโปรแกรมประมวลผลคำ

                3. การเชื่อมโยงวัตถุ (Object linking) เป็นการคัดลอกวัตถุจากไฟล์ต้นทาง (Source file) แล้วไปใส่ในไฟล์ปลายทาง (Destination file) จากนั้นการเชื่อมโยงระหว่างไฟล์ทั้งสองจะถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ ถ้าไฟล์ต้นทางมีการเปลี่ยนแปลง วัตถุในไฟล์ปลายทางจะเปลี่ยนแปลงตามด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้านำแผนภาพจากโปรแกรมตารางทำการไปใส่ไว้ในเอกสารประมวลคำ แผนภาพนั้นจะปรากฏอยู่ในเอกสารประมวลผลคำ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแผนภาพในแผ่นตารางทำการจะทำให้แผนภาพในเอกสารประมวลผลคำเปลี่ยนแปลงตามอย่างอัตโนมัติ

                4. การฝังวัตถุ (Object embedding) เป็นการนำวัตถุจากไฟล์ต้นทางไปฝังหรือรวมเข้าไว้กับเอกสารปลายทาง การฝังวัตถุจะทำให้สามารถเปิด และแก้ไขวัตถุจากไฟล์ต้นทางภายในไฟล์ปลายทางได้ โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่ฝังตัวจะไม่มีผลกับไฟล์ต้นทาง ตัวอย่างเช่น ถ้านำเอกสารจากโปรแกรมนำเสนอไปฝังในเอกสารประมวลผลคำซึ่งเป็นไฟล์ปลายทาง จะสามารถแก้ไขงานนำเสนอหรือแสดงการนำเสนอได้โดยตรงในเอกสารประมวลคำ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ กับวัตถุที่ถูกฝังในไฟล์ปลายทาง จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในไฟล์ต้นทาง

ที่มา: https://sites.google.com/site/laoklang192/hnwy-kar-reiyn-ru-thi-3-kar-prayukt-chi-ngan-porkaerm

บทที่7 การใช้โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล

บทที่7 การใช้โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล









โปรแกรมการนำเสนอข้อมูลคือ โปรแกรมสำหรับจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการนำเสนอข้อมูล เช่น แผ่นใส สไลด์ โปสเตอร์ เอกสารสำหรับผู้ฟัง หรือเอกสารสรุปสำหรับผู้พูด หากจะต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ด้วยมือทั้งหมด ก็จะต้องเตรียมงานในปริมาณที่ค่อนข้างมาก และต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเวลา ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลในปัจจุบันจึงนิยมใช้โปรแกรมการนำเสนอข้อมูลแทน ซึ่งโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยนมากนัก มีเพียงการเพิ่มเติมส่วนการช่วยเหลือแนะนำ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพิ่มความสามารถในการนำเสนอข้อมูลแบบสื่อประสม ที่มีทั้งข้อความ (Text) กราฟิก (Graphic) เสียง (Sound) วีดิทัศน์ (Video) เพิ่มความสามารถในการสร้างแฟ้มข้อมูลที่เป็นเอกสารเว็บ เพื่อให้ทันสมัยในยุคอินเทอร์เน็ตอีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ได้ เช่น ความสามารถในการดึงข้อมูลจากโปรแกรมแผ่นตารางทำการ และโปรแกรมประมวลผลคำ เข้ามาใช้งานร่วมกัน เป็นต้น

ขั้นตอนการทำสไลด์ประกอบการบรรยายโดยใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ ซึ่งเป็นโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลประเภทหนึ่ง
ขั้นตอนการทำสไลด์ประกอบการบรรยายโดยใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ ซึ่งเป็นโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลประเภทหนึ่ง

คุณสมบัติทั่วไปของโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลคือ การเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย มีวัตถุดิบให้เลือกใช้มากมาย ความสามารถในการจัดการกับสไลด์ได้ง่าย และความสามารถในการควบคุมการแสดงผลของข้อมูลได้ดี

การเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย หมายถึง โปรแกรมได้จัดเตรียมรูปแบบสไลด์ ที่จะนำเสนอข้อมูล ให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความพอใจ และตามความเหมาะสมของงาน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างรูปแบบขึ้นมาเอง โปรแกรมบางโปรแกรมได้พัฒนาให้มีความสะดวกสำหรับผู้ใช้มือใหม่ ด้วยการเรียกใช้ส่วนช่วยเหลือแนะนำการสร้างงานนำเสนอข้อมูลที่ละขั้นตอนจนเสร็จ เพื่อให้ได้งานที่ถูกใจ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังไม่จำเป็นต้องมีฝีมือทางศิลปะ และมีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เป็นพิเศษ ก็สามารถสร้างงานสำหรับนำเสนอข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว สวยงาม และสะดุดตา เพราะโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลมีวัตถุดิบให้เลือกใช้มากมาย นอกจากข้อความ (Text) แล้วยังมีข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ เช่น แผนผัง ( Chart) กราฟิก (Graphic) เสียง (Sound) วีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันจึงได้เพิ่มแฟ้มข้อมูลของวัตถุดิบเหล่านี้ไว้มากมายให้เลือกใช้ได้ตามความพอใจ ดังนั้น งานนำเสนอข้อมูลแบบใหม่จึงเป็นการแสดงข้อมูลที่ผสมผสานข้อมูลรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่า การนำเสนอข้อมูลแบบสื่อประสม (Multimedia) ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เหล่านั้นจึงจัดเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับการสร้างงานนำเสนอข้อมูลให้น่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ความสามารถในการจัดการกับสไลด์ได้ง่าย หมายถึง ความสามารถในการกำหนดรูปแบบหลัก หรือรายละเอียดอื่นๆ ของสไลด์ไว้เพียงครั้งเดียว เช่น สีของพื้นหลังสไลด์ สีของข้อความ รูปแบบตัวอักษร เป็นต้น จากนั้น จึงนำรูปแบบหลักนี้ไปใช้กับทุกสไลด์ที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลนั้นให้กับหน้าหลักเพียงหน้าเดียว ถ้ามีการแก้ไขปรับแต่งในภายหลัง ก็สามารถทำได้ในหน้าหลักเพียงหน้าเดียวเช่นกัน โดยโปรแกรมจะแก้ไขให้เองอย่างอัตโนมัติในทุก ๆ หน้า การสร้างหน้าใหม่ การลบสไลด์บางหน้า หรือการสับเปลี่ยนลำดับการแสดงผล สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างไปเรียงไปทีละหน้าให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

ความสามารถในการควบคุมการแสดงผลของข้อมูลได้ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุม การเปลี่ยนหน้าสไลด์แต่ละหน้า หรือการแสดงข้อความแต่ละบรรทัดแตกต่างกัน ตามความเหมาะสม เช่น ให้จอภาพของสไลด์หน้าที่แสดงเสร็จแล้ว ค่อยๆ เลื่อนออกไปทางด้านใดด้านหนึ่ง แล้วค่อยให้สไลด์หน้าต่อไปมาปรากฏแทน หรือในการกำหนดการแสดงข้อความ อาจกำหนดให้ข้อความค่อยๆ เลื่อนลงมาจากข้างบน หรือจากข้อความที่เลือนลาง แล้วค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น ความสามารถนี้ช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมีการเคลื่อนไหว จึงทำให้ไม่น่าเบื่อและน่าสนใจยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในการสร้างงานนำเสนอข้อมูลที่ผ่านมา บางโปรแกรมสามารถสร้างแฟ้มข้อมูลหนึ่งแฟ้มต่อสไลด์หนึ่งหน้า ดังนั้น การแสดงผลข้อมูลเพียงรูปแบบเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับโปรแกรมที่สามารถสร้างสไลด์ได้หลายหน้า โดยบันทึกไว้ในแฟ้มข้อมูลเพียงแฟ้มเดียว ก็จำเป็นจะต้องมีวิธีแสดงผลข้อมูลในหลายรูปแบบ การแสดงผลข้อมูลแต่ละรูปแบบนี้เรียกว่า มุมมองเพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำงานกับสไลด์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

มุมมองที่แสดงให้เห็นสไลด์ทุกๆ หน้าพร้อมกัน เพื่อประโยชน์ในการจัดลำดับของสไลด์ที่จะนำเสนอได้อย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นโปรแกรมการนำเสนอข้อมูลประเภทหนึ่ง
มุมมองที่แสดงให้เห็นสไลด์ทุกๆ หน้าพร้อมกัน เพื่อประโยชน์ในการจัดลำดับของสไลด์ที่จะนำเสนอได้อย่างชัดเจน


มุมมองต่างๆ สำหรับการแสดงผลข้อมูล เช่น มุมมองแบบเรียงลำดับหน้าสไลด์ คือ จะแสดงให้เห็นสไลด์ทุกๆ หน้าพร้อมกัน และเห็นลำดับการจัดเรียงหน้าสไลด์ได้ทันที ดังนั้น ถ้าต้องการสับเปลี่ยนลำดับการแสดงผลข้อมูลใหม่ ก็สามารถทำได้ทันทีในขณะที่อยู่ในมุมมองนี้ โดยเลือกสไลด์หน้าที่ต้องการเปลี่ยนตำแหน่ง แล้วดึงไปวางในตำแหน่งตามต้องการ หรือมุมมองแบบที่สามารถเขียนคำอธิบายสไลด์กำกับไว้ใต้สไลด์แต่ละหน้า เพื่อใช้เป็นเอกสารสำหรับผู้พูด หรือมุมมองแบบแสดงผลเต็มหน้าจอสำหรับสไลด์ทีละหน้าตามลำดับก่อนหลังที่ได้เรียงไว้ มุมมองแบบนี้จะเป็นมุมมองที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลจริง ๆ ดังนั้น ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการแสดงผลข้อมูลจริงได้จากมุมมองนี้
ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=25&chap=1&page=t25-1-infodetail04.html

บทที่ 8 การประยุกต ์ใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010

บทที่ 8 การประยุกต ์ใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010









การประยุกต ์ใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 1. การใส่ Transition 2. การใส่ Animation 3. การน าเสนอด้วยมัลติมีเดีย 4. การเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink) 5. การเผยแพร่งานน าเสนอ การใส่Transition สร้างเอฟเฟ็กต์ในจังหวะเปลี่ยน แผน่ สไลด์(Transition) การใส่เอฟเฟ็กต์ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ท าให้งานน าเสนอของเราดูน่าสนใจ การใส่เอฟเฟ็กต์ที่ดีนั้นควรเลือก รูปแบบของเอฟเฟ็กต์ให้เป็นไปใน ทิศทาง หรือรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อมูลของงานน าเสนอด้วย หากมีการใช้เอฟเฟ็กต์มาก หรือ หลากหลายรูปแบบจนเกินไป จะท าให้ ผู้ชมงานน าเสนอสับสนได้ การใส่เอฟ เฟ็กต์มีวิธีการดังนี้ 1. คลิกสไลด์แผ่นที่จะสร้าง Transition 2. คลิกแท็บ Transition จะปรากฏ รูปแบบ Transition ให้เลือก 3. คลิกเลือกเอฟเฟ็กต์รูปแบบที่ ต้องการ ปรบัแต่งเอฟเฟ็ กต์เพิ่มเติม 1. ที่ปุ่ม Effect Options คลิก เลือกลักษณะของ Transition 2. เลือกรูปแบบของการปรากฏสไลด์ที่ส่วนของ Advance Slide โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง · ต้องการให้สไลด์ปรากฏขึ้นมาเมื่อ คลิก เมาส์ให้เลือก On mouse click · ถ้าต้องการให้สไลด์ปรากฏขึ้นมาโดย อัตโนมัติหลังจากสไลด์แผ่นก่อนหน้า ให้เลือก After พร้อมก าหนดเวลา เช่น ถ้าใส่ไว้ 00.05.00 สไลด์ก็จะแสดงผลเป็นเวลา 5 วินาทีก่อนจะเปลี่ยนไปสไลด์ต่อไป เพิ่มเอฟเฟ็ กต์เสียงขณะเปลี่ยนสไลด์ การใส่เสียงขณะที่มีการเปลี่ยน สไลด์เพื่อผู้ฟังการน าเสนอทราบว่า ก าลังมี การเปลี่ยนสไลด์ที่น าเสนอ รูปแบบเสียง โปรแกรมจะมีมาให้อยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่ถ้า ต้องการน ารูปแบบเสียงจากไฟล์ที่ได้เตรียม ไว้เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหา ก็สามารถท า ได้แต่รูปแบบไฟล์จะต้องเป็นนามสกุล WMA 1. ที่แท็บ Animation คลิกปุ่ม ท้าย ช่อง Transition Sound 2. รูปแบบของเสียงจะดังขึ้นพร้อม ทั้งแสดงเอฟเฟ็กต์การเปลี่ยนสไลด์ 3. คลิกเลือกเสียงที่จะใส่ในสไลด์ 4. ถ้าต้องการให้เสียงแสดงตลอดเวลาจนกว่าจะมีเสียงอื่นเกิดขึ้น ให้คลิกเลือกที่ Loop Until Next Sound 5. ถ้าต้องการน าเสียงจากที่อื่นมาใส่ ให้คลิกเลือกที่ Other Sound จะปรากฏหน้าต่าง Add Audio เลือกไฟล์เสียงที่เป็นส่วนขยาย .wav (ไฟล์เสียงที่สามารถน ามาใช้กับ Transition ต้องเป็น .wav เท่านั้น) การก าหนด ระยะเวลาของ Transition โดยปกติการใส่ Transition จะมีเวลาก าหนดมาให้ในแต่ละรูปแบบ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงเวลา การแสดงผลของ Transition ท าได้โดยการเพิ่มหรือลดเวลาในช่อง Duration เมื่อได้ก าหนด Transition ให้กับสไลด์ เรียบร้อยแล้ว กดปุ่ม Apply to all จะมีผลท าให้ ทุกสไลด์จะมีรูปแบบ Transition ที่เหมือนกัน จากนั้นให้ทดลองการใส่ Transition ดูว่าเป็นไป ตามที่ต้องการหรือไม่ โดยคลิกที่ปุ่ม Preview สไลด์จะแสดงรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้ก าหนดไว้ทีละสไลด์ แต่ถ้า ต้องการดูทั้งหมดให้กดปุ่ม F5 บนแป้นพิมพ์หรือคลิกที่ปุ่ม ก าหนดการเคลื่อนไหวของวัตถุ (Animations) ในการน าเสนองานบางครั้งผู้น าเสนอจะเป็นผู้ก าหนดให้เนื้อหาแสดงตามที่ออกแบบไว้ เช่น แสดง เมื่อมีการคลิกเมาส์หรือให้แสดงตามเวลาที่ก าหนดไว้ รวมถึงการก าหนดให้วัตถุแต่ละชนิดเช่น ข้อความ รูปภาพ กราฟหรือตาราง แสดงผลในรูปแบบที่ก าหนดไว้ล่วงหน้า การเคลื่อนไหวมี 3 รูปแบบคือ 1. วัตถุเคลื่อนไหวเข้ามาในสไลด์ 2. การเน้นวัตถุที่แสดงในสไลด์ 3. วัตถุเคลื่อนไหวออกจากสไลด์ ขั้นตอนในการก าหนดให้วัตถุเคลื่อนไหวเข้ามาในสไลด์มีดังนี้ 1. เลือกสไลด์ที่จะท าการก าหนดการ เคลื่อนไหวของวัตถุ 2. คลิกแท็บ Animations 3. คลิกวัตถุที่ต้องการก าหนดการ เคลื่อนไหว 4. เลือกรูปแบบการเคลื่อนไหว การเพิ่ม Effect Options เมื่อ ก าหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวแล้ว ยังสามารถก าหนดทิศทางการ เคลื่อนไหวเข้ามาของวัตถุ ซึ่งแต่ละ รูปแบบจะมี Effect Options ไม่ เหมือนกัน จากรูปก าหนดรูปแบบ Animation เป็น Float In และเลือก Effect Options เป็น Float Down กา หนดการเคลื่อนไหวให้แต่ละวตัถจุ ากตวัเลือกกา หนดเอง 1. คลิกวัตถุที่ต้องการ ก าหนดการเคลื่อนไหว 2. คลิกแท็บ Animations 3. คลิกปุ่ม Add Animations จะมีหน้าต่างประเภทของ Animations ปรากฏขึ้นมาโดย แบ่งเป็นหมวดหมู่ เลือก Entrance คลิกเอฟเฟ็กต์ที่ ต้องการ 4.กรณีที่ต้องการเลือกรูปแบบ Animations นอกเหนือจากที่ ปรากฏ ให้คลิกเลือก Animation เพิ่มเติมตามประเภท เช่น More Entrance Effects (เอฟเฟ็กต์การ เคลื่อนไหวเข้าของวัตถุ) เมื่อคลิกจะปรากฏหน้าต่าง Add Entrance Effect ให้เลือกเอฟเฟ็กต์ที่มีเพิ่มเติม จากตัวอย่างเลือกเอฟเฟ็กต์ Center Revolve ขั้นตอนในการก าหนดให้เน้นวัตถุเคลื่อนไหวมีดังนี้ 1. คลิกวัตถุที่ต้องการก าหนดการเคลื่อนไหว 2. คลิกแท็บ Animations 3. คลิกปุ่ม Add Animations จะมีหน้าต่างประเภทของ Animations ปรากฏขึ้นมาโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เลือก Emphasis คลิกเอฟเฟ็กต์ที่ ต้องการ 4.กรณีที่ต้องการเลือกรูปแบบ Animations นอกเหนือจากที่ปรากฏ ให้คลิกเลือก Animation เพิ่มเติม ตามประเภท เช่น More Emphasis Effects (เอฟเฟ็กต์เน้นการ เคลื่อนไหวของวัตถุในสไลด์) เมื่อ คลิกจะปรากฏหน้าต่าง Add Emphasis Effect ให้เลือกเอฟเฟ็กต์ ที่มีเพิ่มเติม จากตัวอย่างเลือกเอฟ เฟ็กต์ Teeter ขั้นตอนในการก าหนดให้วัตถุเคลื่อนไหวออกจากสไลด์มีดังนี้ 1. คลิกวัตถุที่ต้องการก าหนดการ เคลื่อนไหว 2. คลิกแท็บ Animations 3. คลิกปุ่ม Add Animations จะมี หน้าต่างประเภทของ Animations ปรากฏขึ้นมาโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ เลือก Exit คลิกเอฟเฟ็กต์ที่ต้องการ จากตัวอย่างเลือกเป็น Fly Out การก าหนดให้วัตถุเคลื่อนไหวออกจากสไลด์โดยก าหนดเส้นทางให้กับวัตถุด้วย (Motion Paths) คลิก Animations กลุ่ม Motion Paths คลิกเลือกรูปแบบ จากตัวอย่างเลือก Arcs จะปรากฏเส้นทิศทางการเคลื่อนไหว ของวัตถุ (Paths) ใช้เมาส์ลากหัวลูกศรสี แดง (ต าแหน่งปลายทาง ลูกศรสีเขียวจะ เป็นต าแหน่งต้นทาง) Arcs เป็นรูปแบบเส้น โค้ง ซึ่งสามารถปรับแต่งเพิ่มความโค้งโดย ลากเมาส์ที่จุดสีเขียว การก าหนดให้วัตถุเคลื่อนไหวออกจากสไลด์โดยก าหนดเส้นทางให้กับวัตถุด้วย (Custom Paths) คลิก Animations กลุ่ม Motion Paths คลิกเลือก Custom Paths เมาส์จะเป็นรูป กากบาท น าเมาส์ไปลากจุดเริ่มต้นจากวัตถุไป วาดเส้นตามที่ต้องการให้วัตถุเคลื่อนไหวแบบ อิสระ จากตัวอย่างวาดให้เป็นเส้นโค้งขึ้นลง เมื่อแสดงผลวัตถุจะเคลื่อนไหวออกจาก ต าแหน่งไปตามเส้นทางที่วาด การแก้ไขการเคลื่อนไหวของวัตถุ เมื่อท าการทดสอบการเคลื่อนไหวของวัตถุ ต้องการแก้ไขใหม่สามารถท าได้ทั้งการเคลื่อนไหวเข้า การเคลื่อนไหวออกและการเน้นวัตถุ 1. คลิกวัตถุที่ต้องการแก้ไขการเคลื่อนไหว 2. คลิกที่ปุ่ม Animation Pane จะมีหน้าต่าง Animation Pane และมีกรอบแสดงการเคลื่อนไหวของวัตถุ 3. คลิกเลือกเอฟเฟ็กต์การเคลื่อนไหวที่ต้องการแก้ไขในหน้าต่าง Animation Pane หรือคลิกที่ล าดับการ เคลื่อนไหวในสไลด์ 4. จะเปลี่ยนเอฟเฟ็กต์หรือเปลี่ยนเฉพาะ Effect Options ก็ได้ จากตัวอย่างเปลี่ยน Effect Options เป็น Form Right หมายเหตุ เอฟเฟ็กต์การเคลื่อนไหวทั้ง 3 แบบจะสังเกตได้ในหน้าต่าง Animation Pane จะมีสัญลักษณ์ของเอฟเฟ็กต์และสีของเอฟเฟ็กต์ 1. ดาวสีเขียว วัตถุเคลื่อนไหวเข้ามาในสไลด์ 2. ดาวสีเหลืองการเน้นวัตถุที่แสดงในสไลด์ 3. ดาวสีแดง วัตถุเคลื่อนไหวออกจากสไลด์ การก าหนดเวลา หลังจากก าหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวให้กับวัตถุในสไลด์จนครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับแต่ง คุณสมบัติของการเคลื่อนไหว เพื่อให้การเคลื่อนไหวของแต่ละวัตถุสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงการควบคุมงาน น าเสนอให้ง่ายซึ่งอาจจะก าหนดให้บางสไลด์ใช้เมาส์ควบคุม บางสไลด์ให้เล่นเองอัตโนมัติท าให้การน าเสนอ งานมีความคล่องตัวและสะดวก โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกแท็บ Animations คลิกเลือกวัตถุที่ต้องการปรับแต่ง ซึ่งวัตถุที่ก าหนดเอฟเฟ็กต์ไว้จะปรากฏ ตัวเลขล าดับการเคลื่อนไหวขึ้นมา 2. คลิกเลือกรูปแบบการปรากฏของวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้ที่ช่องStart · On Click เมื่อต้องการให้วัตถุปรากฏ เมื่อคลิกเมาส์ · With Previous เมื่อต้องการให้วัตถุ ปรากฏพร้อมวัตถุก่อนหน้า · After Previous เมื่อต้องการให้วัตถุปรากฏหลังวัตถุก่อนหน้า 4. ปรับระดับความเร็วในการปรากฏของวัตถุDuration โดยปกติเมื่อท าการเลือกรูปแบบ Animation แล้ว จะมีการก าหนดระยะเวลาการแสดงให้มาเลย แต่ถ้าต้องการปรับเวลาให้แสดง ช้าหรือเร็วก็สามารถก าหนดเองได้ 5. ปรับการหน่วงเวลาของวัตถุจะให้ปรากฏหลังจาก Start เป็นเวลาเท่าไร เช่น On Click ก าหนด Delay ไว้ 02.00 เวลาน าเสนอเมื่อท าการคลิกเมาส์ วัตถุที่หน่วงเวลาไว้จะปรากฏเมื่อเวลาผ่าน ไป 2 วินาที ตัวอย่างการก าหนดเวลารูปแบบต่าง ๆ ใหนกลุ่มค าสั่ง Timing และ ใน Animation Pane  On Click ที่ Animation Pane จะมีรูปเมาส์เป็น สัญลักษณ์·  With Previous ที่ Animation Pane จะไม่มีสัญลักษณ์ และมีการก าหนด Duration เพิ่มเติม·  After Previous ที่ Animation Pane จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปนาฬิกา และมีการก าหนด Duration และ· Delay เพิ่มเติม การจัดล าดับภาพเคลื่อนไหว การปรับแต่งแก้ไขการเคลื่อนไหวของวัตถุอาจท าให้ล าดับของวัตถุที่ต้องการแสดงก่อนหลัง คลาดเคลื่อนไป วิธีการเรียงล าดับใหม่ให้คลิกที่ในสไลด์ในหน้าต่าง Animation Pane จะมีกรอบที่ได้ ก าหนดการเคลื่อนไหวของวัตถุไว้ จากนั้นให้คลิกเลือกการเคลื่อนไหวของวัตถุที่ต้องการจัดล าดับใหม่ คลิก ที่ Move Earlier ถ้าต้องการเลื่อนล าดับขึ้น และคลิกที่ Mover Later ถ้าต้องการเลื่อนล าดับลง การใส่เสียงเอฟเฟ็ กตใ์ห้กบัวตัถทุ ี่เคลื่อนไหว เมื่อมีการใส่การเคลื่อนไหวให้วัตถุแล้วยังมีเอฟเฟ็กต์เสียงที่ช่วยท า ให้งานน าเสนอมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยแต่ละวัตถุสามารถใส่เอฟเฟ็กต์แยก จากกัน แต่ไม่ควรจะใส่มากจนเกินไปเพราะจะท าให้ผู้ฟังงานน าเสนอมีความ สับสนได้ การใส่เสียงมีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกวัตถุที่ต้องการใส่เอฟเฟ็กต์เสียงในหน้าต่าง Animation Pane 2. คลิกที่ปุ่มลูกศรหัวลงด้านขวามือของกรอบวัตถุ จะปรากฏเมนูย่อย ขึ้นมาให้เลือกที่ค าสั่ง Effect Option Animation Pane จะมีหน้าต่าง ส าหรับใส่เอฟเฟ็กต์ 3. คลิกเลือกเอฟเฟ็กต์เสียงที่มีในช่อง Sound แต่ถ้าต้องการเลือก เสียงให้ตรงกันงานก็สามารถท าได้โดยเลือกที่ Other Sound จะ ปรากฏหน้าต่างเพื่อไปเลือกไฟล์ที่เก็บไว้ หลังจากนั้นให้คลิกปุ่ม OK (ไฟล์เสียงต้องเป็น .wav) การใช้ตัวตัดวางภาพเคลื่อนไหว(Animation Painter) เมื่อมีการก าหนดให้วัตถุเคลื่อนไหวและใส่เอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ แล้ว ถ้ามีการสร้างวัตถุใหม่แต่ต้องการ ให้มีคุณสมบัติการเคลื่อนไหวเหมือนกับวัตถุที่ท ามาแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาในการก าหนดใหม่ ค าสั่ง Animation Painter เป็นค าสั่งที่ใช้ส าหรับคัดลอกคุณสมบัติการเคลื่อนไหวของวัตถุมีขั้นตอนการท าดังนี้ 1. คลิกเลือกวัตถุที่ต้นฉบับที่ต้องการคัดลอกการเคลื่อนไหว 2. คลิกที่ปุ่มค าสั่ง Animation Painter เมาส์จะเปลี่ยนเคอร์เซอร์เป็นรูป 3. น าเมาส์ไปคลิกเลือกวัตถุปลายทางที่ต้องการให้มีการเคลื่อนไหวเหมือนวัตถุที่คัด ลอกมา การใช้ค าสั ่ง Trigger ค าสั่ง Trigger จะท างานกับวัตถุ 2 ตัวที่ใช้ท าลูกเล่นให้วัตถุซ่อนและแสดงผลและจางหายไปตาม เงื่อนไขเวลาที่ก าหนดไว้ เช่น ก าหนดให้วัตถุที่ซ่อนไว้แสดงขึ้นเมื่อมีการคลิกเมาส์ที่ข้อความ สามารถน าไป ประยุกต์ใช้กับการน าเสนอและสื่อได้หลากหลาย จากตัวอย่างจะก าหนดให้ท าการคลิกเมาส์ที่กล่อง ข้อความ รูปอะไรจากนั้นจึงจะปรากฏรูปดอกไม้แสดงขึ้นมา และจางหายไป มีขั้นตอนในการท าดังนี้ 1. สร้างกล่องข้อความและพิมพ์ว่า รูปอะไร 2. แทรกรูปภาพดอกไม้ 1 รูป และใส่กรอบให้กับรูปภาพ 3. คลิกที่รูปดอกไม้ และเลือกไปที่แท็บ Animations ให้ใส่ การเคลื่อนไหวดังนี้(หลักการท างานของ Trigger ต้องการให้วัตถุตัวใดเคลื่อนไหวจะท างานที่วัตถุ นั้น)  วัตถุเข้า(Entrance) เป็นแบบ Shape เลือก Effect Options เป็น Circleก าหนดการเริ่มต้น· Start เป็น On Click ก าหนด Duration เท่ากับ 02.00 Delay เท่ากับ 00.00  วัตถุออก (Exit) เป็นแบบ Fade ก าหนดการเริ่มต้น Start เป็น With Previous ก าหนด· Duration เท่ากับ 03.00 Delay เท่ากับ 02.00 4. คลิกที่กล่องข้อความ รูปอะไร และคลิกเมาส์ขวาที่วัตถุเข้าในหน้าต่าง Animation Pane จะปรากฏ เมนูย่อย ให้เลือก Timing 5. เมื่อปรากฏหน้าต่างการเคลื่อนไหวของวัตถุ ที่แท็บ Timing  คลิกที่ปุ่ม Trigger จะปรากฏเมนูให้เลือก·  คลิกเลือก Start effect on click of: เลือกที่ชื่อวัตถุ รูปอะไร· 6. ที่ Animation Pane ให้เลื่อนการเคลื่อนไหวออกลงมาอยู่ต่อท้ายจากวัตถุเข้า 7. ทดลองการใช้งาน Trigger โดยกดปุ่ม F5 เมื่อสไลด์ท าการน าเสนอให้เลื่อนเมาส์ไปที่กล่องข้อความ รูปอะไร เมาส์จะเปลี่ยนเป็นรูปมือ ท าการคลิกเมาส์ที่กล่องข้อความ รูปดอกไม้จะแสดงออกมาและ จะเลือนหายไปตามที่ก าหนดระยะเวลาไว้ การแทรกไฟล์มัลติมีเดีย การสร้างสไลดม์ ลัติมีเดีย การสร้างภาพนิ่งโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ชมได้มาก แต่ไม่ควรมีมาก เกินไป จะท าให้ผู้ดูสับสนระหว่างสิ่งที่ต้องการน าเสนอกับไฟล์มัลติมีเดีย หากผู้ออกแบบงานน าเสนอมีไฟล์ มัลติมีเดียอยู่แล้ว ต้องการน าเสนอลงในภาพนิ่งก็ท าได้โดยใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint โดย มัลติมีเดียที่นิยมใช้จะเป็นไฟล์เสียงที่เล่นคู่กับงานน าเสนอ หรือไฟล์วีดิโอที่น ามาแทรกลงในภาพนิ่งเพื่อให้ ผู้ชมได้เปลี่ยนบรรยากาศในการน าเสนอและเป็นการเสริมข้อมูลที่เป็นข้อความหรือรูปภาพ ชนิดของไฟลเ์สียงในระบบคอมพิวเตอร์ มีไฟล์เสียงหลายชนิดที่น ามาใช้กับงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน การที่จะเลือกไฟล์ เสียงให้เหมาะสมกับงานประเภทนั้น ๆ รูปแบบไฟล์เสียงที่โปรแกรมรองรับการใช้งาน รูปแบบแฟ้ม ส่วนขยาย ข้อมูลเพิ่มเติม แฟ้มเสียง AIFF .aiff Audio Interchange File Format รูปแบบเสียงนี้แต่เดิมใช้ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ของ Apple และ Silicon Graphics (SGI) แฟ้มคลื่นเสียงเหล่านี้ ถูกจัดเก็บในรูปแบบ Monaural (สัญญาณโมโน หรือ ช่องเดียว) แบบ 8 บิต ซึ่ง ไม่มีการบีบอัด และอาจท าให้มีแฟ้มขนาดใหญ่ แฟ้มเสียง AU .au UNIX Audio รูปแบบแฟ้มนี้โดยทั่วไปใช้เพื่อสร้างแฟ้มเสียงส าหรับ คอมพิวเตอร์ UNIX หรือส าหรับเว็บ แฟ้ม MIDI .mid หรือ .midi Musical Instrument Digital Interface รูปแบบแฟ้มนี้เป็น รูปแบบมาตรฐานส าหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีระหว่างเครื่อง ดนตรี ตัวสังเคราะห์เสียง และคอมพิวเตอร์ แฟ้มเสียง MP3 .mp3 MPEG Audio Layer 3 รูปแบบแฟ้มนี้เป็นแฟ้มเสียงที่ถูกบีบอัดโดยใช้ตัว แปลงสัญญาณ MPEG Audio Layer 3 แฟ้มเสียง Windows .wav รูปแบบคลื่นเสียง รูปแบบแฟ้มเสียงนี้จะเก็บเสียงเป็นรูปแบบคลื่นเสียง กล่าวคือเสียงหนึ่งนาทีอาจใช้ที่เก็บเพียง 644 กิโลไบต์ หรืออาจมีขนาดใหญ่ถึง 27 เมกะไบต์ แฟ้ม Windows Media Audio .wma Windows Media Audio รูปแบบแฟ้มนี้เป็นแฟ้มเสียงที่ถูกบีบอัดโดยใช้ตัว แปลงสัญญาณ Microsoft Windows Media การเพิ่มเสียงลงในภาพนิ่ง เพื่อป้องกันการเชื่อมโยงไฟล์เสียงกับสไลด์ ควรน าไฟล์เสียงมาเก็บไว้ยังต าแหน่งเดียวกันกับ ไฟล์งานน าเสนอ ก่อนที่จะเพิ่มไฟล์เสียงลงในสไลด์ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ควรใช้ไฟล์เสียง นามสกุล WMA (Windows Media Audio) หรือ MP3 ซึ่งการ เพิ่มไฟล์เสียงลงในสไลด์มี 3 แบบคือ 1. การแทรกเสียงจากไฟล์เสียง 2. การแทรกเสียงจาก Clip Organizer 3. การแทรกเสียงโดยการบันทึกเสียงฃ วิธีการแทรกเสียงจากไฟลเ์สียง 1. คลิกภาพนิ่งที่ต้องการเพิ่มเสียง 2. คลิกแท็บ Insert 3. ในกลุ่ม Media ให้คลิกลูกศรใต้Audio 4. คลิก Audio from file ถ้าต้องการเพิ่มไฟล์เสียงจากไฟล์ที่ต้องการ จะปรากฏหน้าต่าง Insert Audio เลือกแหล่งที่เก็บไฟล์เสียงไว้และกดปุ่ม Insert ไฟล์เสียงก็จะถูกแทรกเข้ามาในสไลด์ การแทรกเสียงจาก Clip Organizer 1. คลิก Clip Art Audio จะปรากฏ ไฟล์เสียงขึ้นมาให้เลือก 2. ดับเบิลคลิกไฟล์เสียงที่เลือก 3. ไฟล์เสียงก็จะถูกแทรกเข้ามาในสไลด์ การบันทึกเสียง Record Audio การน าเสนอประกอบค าบรรยายลงไปในสไลด์จะช่วยให้งานมีความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะเนื้อหาที่ ต้องบรรยายบางครั้งมีจ านวนมาก การบันทึกเสียงจึงช่วยให้การน าเสนองานมี ความสะดวกและถูกต้องมากขึ้น วิธีการบันทึกเสียงท าได้ดังนี้ 1.คลิกลูกศรใต้Audio เลือก Record Audio 2. เมื่อปรากฏกล่อง Record Sound ขึ้นมาแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Record และท าการพูดบรรยาย 3. เมื่อบันทึกเสียงเสร็จแล้วให้คลิกที่ปุ่ม Stop จะปรากฏรูป ล าโพงในสไลด์แสดงว่าเสียงบรรยายได้ถูกแทรกลงไปใน สไลด์เรียบร้อยแล้ว การกา หนดรปู แบบการเล่นเสียง การก าหนดการเล่นเสียง ให้คลิกรูปล าโพงบนสไลด์จะปรากฏที่แท็บ Audio Tools ให้คลิกที่ปุ่ม Playback จะมีเครื่องมือส าหรับการจัดการเสียง เช่น การก าหนดการเล่นเสียง การก าหนดให้มี Fade In และ Fade Out การซ่อนรูปล าโพงเมื่อมีการเล่นสไลด์ การปรับระดับเสียงเป็นต้น การตัดเสียง (Trim Audio) ในกลุ่ม Editing ให้เลือกที่Trim Audio เพื่อท าการตัดเสียงให้พอดีกับการเล่นสไลด์ เป็นค าสั่งใหม่ เพื่อช่วยให้การท างานกับเสียงสะดวกขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาน าไฟล์เสียงไปตัดต่อกับโปรแกรมอื่น เมื่อ คลิกที่ปุ่มค าสั่ง จะปรากฏเครื่องมือในการตัดเสียงขึ้นมา ให้ท าการเลื่อนสไลด์บาร์สีเขียวจะเป็นการ ตัดเสียงส่วนแรก ส่วนสไลด์บาร์สีแดงเมื่อเลื่อนเข้ามาจะท าการตัดเสียงส่วนท้าย จะมีเวลาบอกอยู่ ด้านล่าง เมื่อท าการตัดเสียงแล้วทดลองฟังโดยกดปุ่ม Play เมื่อได้ขนาดเสียงที่ต้องการให้กดปุ่ม OK การแทรกไฟลว์ีดิโอ การแทรกไฟล์วีดิโอ สามารถท าได้คล้ายคลึงกับการแทรกไฟล์เสียง เพียงตัวเลือกเป็น Video เท่านั้น ปัจจุบันไฟล์วีดิโอมีนามสกุลหลายนามสกุล ซึ่งแต่ละนามสกุลจะรองรับการท างานของโปรแกรมแต่ ละประเภท จึงควรศึกษาเกี่ยวกับนามสกุลของไฟล์วีดิโอก่อนที่น ามาใช้ในงานน าเสนอเพื่อให้ไม่เกิดความ สับสนในขณะที่สร้างสื่อน าเสนองาน รูปแบบไฟล์ Video ที่โปรแกรมรองรับการใช้งานได้ รูปแบบแฟ้ม ส่วนขยาย ข้อมูลเพิ่มเติม Adobe Flash Media .swf Flash Video รูปแบบแฟ้มนี้โดยทั่วไปใช้ในการส่งข้อมูลวิดีโอบน อินเทอร์เน็ตโดยใช้โปรแกรม Adobe Flash Player แฟ้ม Windows Media .asf Advanced Streaming Format รูปแบบแฟ้มนี้จะจัดเก็บข้อมูล มัลติมีเดียที่ท าให้ตรงกัน และสามารถใช้เพื่อสตรีมเนื้อหาเกี่ยวกับเสียง และวิดีโอ รูป และค าสั่งสคริปต์บนเครือข่าย แฟ้ม Windows Video .avi Audio Video Interleave นี่คือรูปแบบแฟ้มมัลติมีเดียส าหรับใช้จัดเก็บ เสียงและภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบ Microsoft Resource Interchange File Format (RIFF) รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ใช้กันมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง เนื่องจาก แฟ้มที่มีส่วนขยาย .avi สามารถจัดเก็บเนี้อหาเสียงหรือวิดีโอที่ มีการบีบอัดด้วยตัวแปลงสัญญาณที่หลากหลายได้ แฟ้มภาพยนตร์ .mpg หรือ .mpeg Moving Picture Experts Group รูปแบบนี่เป็นชุดของมาตรฐานการ บีบอัดวิดีโอและเสียงที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดย Moving Picture Experts Group รูปแบบแฟ้มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับสื่อ ประเภทวิดีโอซีดี และ CD-i โดยเฉพาะ แฟ้ม Windows Media Video .wmv Windows Media Video รูปแบบแฟ้มนี้จะบีบอัดเสียงและวิดีโอโดยใช้ ตัวแปลงสัญญาณ Windows Media Video รูปแบบแฟ้มนี้เป็นรูปแบบ แฟ้มที่ถูกบีบอัดอย่างแน่นหนาซึ่งต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ ของคอมพิวเตอร์ของคุณน้อยมาก วิธีการแทรกไฟลว์ีดิโอมีดงันี้ 1. คลิกสไลด์ที่ต้องการแทรกภาพยนตร์ 2. คลิกแท็บ Insert ในกลุ่มค าสั่ง Media ให้คลิกลูกศรที่อยู่ภายใต้ Video 3. เลือกรูปแบบ Video ที่ต้องการต่อไปนี้  คลิก Video from file จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้ค้นหาที่อยู่ของไฟล์ Video คลิกปุ่มv Insert เพื่อแทรกไฟล์ Video  คลิก Video from Web Site จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้ลิงค์ที่อยู่ของ Videov  คลิก Clip Art Video เพื่อเลือกในไฟล์ในบานหน้าต่างงาน Clip Organizer จากนั้นv คลิก เพื่อเพิ่ม ลงในภาพนิ่ง 4. เมื่อ Video ถูกแทรกใน สไลด์แล้วให้ปรับแต่ง ขนาดการแสดงผลของ Video 5. คลิกที่ Video และท าการ ปรับแต่งรูปแบบของ Video เช่น ใส่กรอบโดย เลือกจาก Video Styles การกา หนดรปู แบบการเล่นวิดีโอ การก าหนดการเล่น Video ให้คลิกรูป Video บนสไลด์จะปรากฏที่แท็บ Video Tools ให้ คลิกที่ปุ่ม Playback จะมีเครื่องมือส าหรับการจัดการ Video เช่น การก าหนดการเล่น Video การ ก าหนดให้มี Fade In และ Fade Out การเล่น Video แบบเต็มจอ เป็นต้น การตัด Video (Trim Video) ในกลุ่ม Editing ให้เลือกที่Trim Video เพื่อท าการตัด Video ให้เหมาะสมกับงานน าเสนอ ให้ท า การเลื่อนสไลด์บาร์สีเขียวจะเป็นการตัด Video ส่วนแรก ส่วนสไลด์บาร์สีแดงเมื่อเลื่อนเข้ามาจะท า การตัด Video ส่วนท้าย จะมีเวลาบอกอยู่ด้านล่าง เมื่อท าการตัด Video แล้วทดลองดูโดยกดปุ่ม Play เมื่อได้ขนาด Video ที่ต้องการให้กดปุ่ม OK สร้างการเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink) การเชื่อมโยงหลายมิติคือ การเชื่อมต่อระหว่างภาพนิ่งหนึ่งไปยังอีกภาพนิ่งหนึ่งในไฟล์น าเสนองาน เดียวกันหรือต่างไฟล์งานน าเสนอ สามารถเชื่อมโยงระหว่างโปรแกรมได้ เช่นเชื่อมโยงไปเปิดงานที่เป็น ไฟล์ Excel หรือเชื่อมโยงไปเปิดไฟล์ Video จึงเหมาะส าหรับงานเสนอที่มีข้อมูลซับซ้อน การเชื่อมโยงภายในไฟล์งานน าเสนอเดียวกัน การน าเสนองาน สามารถจะก าหนดปุ่มปฏิบัติการให้เชื่อมโยงไปยังสไลด์ที่ต้องการได้ โดยทั่วไปที่ ใช้กันมากคือการเชื่อมโยงไปยังสไลด์ถัดไป สไลด์ก่อนหน้า กลับสู่สไลด์หน้าแรก และไปยังสไลด์หน้า สุดท้าย จะท าให้การน าเสนอมีความคล่องตัวมากขึ้น ดังตัวอย่างการสร้างหน้าหลักต่อไปนี้ 1 สร้างภาพนิ่งที่มีข้อมูลให้เรียบร้อย (ตัวอย่างมี 6 ภาพนิ่ง) 2 คลุมข้อความที่ต้องการสร้างจุดเชื่อมโยง 1. เลือกแท็บ Insert กลุ่มค าสั่ง Links คลิกเลือกที่ปุ่ม Hyperlink หรือ 2. คลิกขวาจะปรากฏเมนูย่อยให้เลือก Hyperlink 3 จะปรากฏกล่องโต้ตอบ เลือก Place in This Document เลือกหน้าที่ต้องการเชื่อมโยงและคลิก OK 4จะปรากฏข้อความที่เป็นจุดเชื่อมโยง เชื่อมโยงครบทุกสไลด์แล้วทดสอบการท างานโดยกดปุ่ม F5 5เชื่อมโยงสไลด์กลับหน้าหลัก (หน้าแรก) ของภาพนิ่งที่ 2, 3, 4, 5, 6 โดยสร้างกล่องข้อความและใช้กล่อง ข้อความในการเชื่อมโยง การสร้างจดุ เชื่อมโยงเพิ่มเติม การเชื่อมโยงไปเปิดไฟล์อื่น ๆ เช่น เปิดไฟล์ Video หรือเปิดไฟล์เอกสาร Excel มาประกอบการนเสนอ ให้เลือกที่ตัวเลือกแรก (Existing File or Web Page) และเลือกไฟล์ที่ต้องการเปิดได้ทันที การ ทดสอบก่อนน าเสนอผลงาน ก่อนน าเสนอผลงานควรทดสอบและท าการซ้อมก่อนน าเสนอ เพื่อให้การน าเสนองานเป็นไปอย่าง ถูกต้องตามที่ได้ออกแบบไว้ และป้องกันความผิดพลาดซึ่งอาจท าให้การน าเสนองานสะดุดและอาจต้อง เสียเวลาในการแก้ไข โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2010 มีแท็บ Slide Show ส าหรับการทดสอบและ เตรียมตัวโดยการซ้อมก่อนน าเสนองาน ปกติการกดปุ่ม F5 หรือคลิกเลือกที่ไอคอน Slide Show ที่บริเวณ Task bar โปรแกรมจะเริ่มเปิด งานน าเสนอเริ่มจากสไลด์แรกเสมอ แต่ถ้ามีสไลด์จ านวนมากและต้องเกิดเริ่มน าเสนอสไลด์ช่วงตอนท้าย ต้องเสียเวลาในการเลื่อนสไลด์ ในแท็บ Slide Show จะมีรูปแบบให้เลือกการน าเสนอแต่ที่ใช้กันบ่อยคือ การน าเสนอตั้งแต่ต้น (From Beginning) กับการน าเสนอที่สไลด์ปัจจุบัน (From Current Slide) การเผยแพร่งานน าเสนอw การเผยแพร่งานน าเสนอ คือการสร้างไฟล์งานให้อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายเช่น เผยแพร่ผ่านเว็บ ผ่านอีเมล์ ผ่านแผ่นซีดีหรือไฟล์ เพื่อน าไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ในเวอร์ชัน 2010 มีรูปแบบ การท างานผ่าน Back Stage ซึ่งท าได้ง่ายเพราะแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดี การเผยแพร่งานงานน าเสนอใน รูปแบบต่าง ๆ โดยเลือกที่Tab File ที่หน้าต่างด้านขวาจะมีรูปแบบส าหรับเผยแพร่ให้เลือกเป็น 2 หมวดหมู่ คือ Save & Send และ File Types Save & Send เป็นการบันทึกและท าการส่งไปยังอีเมล์ เว็บไซต์ ใช้งานร่วมกันใน SharePoint เป็น ต้น File Types เป็นการบันทึกเพื่อเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อน าไปเสนองาน หรือน าไปปรับปรุง เพื่อใช้งานต่อ เช่น Save เป็น Microsoft Word เป็นต้น ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการเผยแพร่ในหมวด File Types เท่านั้น การบันทึกและเปลี่ยนรูปแบบไฟล์ข้อมูล แบ่งได้ออกเป็น 3 หมวดคือ 1. Presentation File Types บันทึกและแปลงเป็นงานน าเสนอรูปแบบต่าง จะขอยกตัวอย่าง บางส่วนเท่านั้น  PowerPoint Show เป็น· การบันทึกเพื่อ น าเสนอผลงานใน กรณีที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ไม่มี โปรแกรม มีขั้นตอน การท าดังนี้  PowerPoint Picture Presentation เป็นการบันทึกสไลด์เป็นไฟล์รูปภาพ ซึ่งอาจ· น าไปใช้งานต่อไป เช่น น าไปใช้กับโปรแกรมต่อวิดีโอเพื่อท าการน าเสนออีกรูปแบบ หนึ่ง 2. Image File Types บันทึกและแปลงสไลด์เป็นไฟล์รูปภาพ เมื่อท าการบันทึกจะปรากฏกล่องโต้ตอบขึ้นมาถามว่าจะบันทึกทั้งหมดหรือเฉพาะสไลด์ปัจจุบัน จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างที่เก็บข้อมูล เนื่องจากเมื่อแปลงเป็นรูปที่มีหลายรูปโปรแกรมจะจัดท า เป็นโฟลเดอร์ที่เก็บรูปภาพทั้งหมด 3. Other File Types บันทึกเป็นไฟล์อื่น ๆ เมื่อคลิก Save as จะปรากฏหน้าต่างแหล่งเก็บข้อมูล ให้เลือกที่ File Type ตามต้องการ การเผยแพร่เป็ นรปู แบบ PDF ท าการบันทึกไฟล์ ท าการบันทึกจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เลือกแหล่งที่เก็บข้อมูล คลิก เลือกปุ่ม Publish โปรแกรมจะเริ่มท าการแปลงไฟล์ จากนั้นทดลองเปิดดูไฟล์ที่แปลงเป็น PDF การเผยแพร่เป็ นรปู แบบไฟล์Video ท าการบันทึกไฟล์ ท าการบันทึกจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เลือกแหล่งที่เก็บข้อมูล คลิก เลือกปุ่ม Save โปรแกรมจะเริ่มท าการแปลงไฟล์ จากนั้นทดลองเปิดดูไฟล์ที่แปลงเป็น Video

ที่มา :https://manuschaibbc.files.wordpress.com/2015/07/e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89be0b8a3e0b8b0e0b8a2e0b8b8e0b881e0b895e0b98ce0b983e0b88ae0b989e0b982e0b89be0b8a3e0b981e0b881e0b8a3e0b8a1-microsoft.pdf

บทที่9 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต



บทที่9 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต










ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด

อินเทอร์เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันมากพอสมควร เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่มองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือดูแลทั้งระบบ

ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรกในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมดสำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกาอย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด

 อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ. 2530 ในลักษณะการใช้บริการ จดหมายเล็กทรอนิกส์แบบแลกเปลี่ยนถุงเมล์เป็นครั้งแรก โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (Prince of Songkla University) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบันเอไอที (AIT) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย (โครงการ IDP) ซึ่งเป็นการติดต่อเชื่อมโยงโดยสายโทรศัพท์ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ยื่นขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ต Sritrang.psu.th ซึ่งนับเป็นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาปี พ.ศ. 2534 บริษัท DEC (Thailand) จำกัดได้ขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ประโยชน์ภายในของบริษัท โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ตเป็น dect.co.th โดยที่คำ “th” เป็นส่วนที่เรียกว่า โดเมน (Domain) ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงโซนของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยย่อมาจากคำว่า Thailand
        กล่าวได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตชนิดเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมง ในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2535 โดยสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี (UUNET Technologies) ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีเดียวกัน ได้มีหน่วยงานที่เชื่อมต่อแบบออนไลน์กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายแห่งด้วยกัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่าย ไทยเน็ต” (THAInet) ซึ่งนับเป็นเครือข่ายที่มี เกตเวย์ “ (Gateway) หรือประตูสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย (ปัจจุบันเครือข่ายไทยเน็ตประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 4 แห่งเท่านั้น ส่วนใหญ่ย้ายการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตโดยผ่านเนคเทค (NECTEC) หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)

ปี พ.ศ. 2535 เช่นกัน เป็นปีเริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่มจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษาและวิจัยโดยมีชื่อว่า "เอ็นดับเบิลยูจี" (NWG : NECTEC E-mail Working Group) โดยการดูแลของเนคเทค และได้จัดตั้งเครือข่ายชื่อว่า "ไทยสาร" (ThaiSarn : Thai Social/Scientific Academic and Research Network) เพื่อการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน โดยเริ่มแรกประกอบด้วยสถาบันการศึกษา 8 แห่ง ปัจจุบันเครือข่ายไทยสารเชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ กว่า 30 แห่ง ทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐ





ปัจจุบันได้มีผู้รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีอัตราการเติบโตมากกว่า 100 % สมาชิกของอินเทอร์เน็ตขยายจากอาจารย์และนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาไปสู่ประชาชนทั่วไป

การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต
การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันทำได้หลากหลาย อาทิเช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail) , สนทนา (Chat), อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด, การติดตามข่าวสาร, การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล, การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์ , การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ, การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์, การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์, การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning), การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference), โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP), การอับโหลดข้อมูล หรือ อื่นๆแนวโน้มล่าสุดของการใช้อินเทอร์เน็ตคือการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้าง ซึ่งพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเช่น  และการใช้เริ่มมีการแพร่ขยายเข้าไปสู่การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet) มากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันสนับสนุนให้การเข้าถึงเครือข่ายผ่านโทรศัพท์มือถือทำได้ง่ายขึ้นมาก

 ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วมุมโลก จึงมีบริการต่างๆเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา
1.ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือE-mail
เป็นการส่งจดหมายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้ส่งสสามารถส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ ในรูปแบบของอีเมล์ เมื่อผู้ส่งเขียนจดหมาย แล้วส่งไปยังผู้รับ ผู้รับจะได้รับจดหมายภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ด้วย
2.กรขอเข้าระบบจากระยะไกลหรือเทลเน็ต(Telnet)เป็นบริการอินเน็ตรูปแบบหนึ่งโดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกลๆได้ด้วยตนเอง เช่น ถ้าเราอยู่ที่โรงเรียนทำงานโดยใช้อินเตอร์เน็ตของโรงเรียนแล้วกลับไปที่บ้าน เรามีคอมพิวเตอร์ที่บ้านและต่ออินเตอร์เน็ตไว้เราสามารถเรียกข้อมูลจากที่โรงเรียนมาทำที่บ้านได้ เสมือนกับเราทำงานที่โรงเรียนนั่นเอง
3.การโอนถ่ายข้อมูล(File Transfer Protocol หรือ FTP) เป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเตอร์เน็ต เราสามารถค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง
4.การสืบค้นข้อมูล(Gopher,Archie,World wide Web) หมายถึง การใช้เครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมายแล้วช่วยจัดเรียงข้อมูลข่าวสารหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทำให้เราหาข็อมูลได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น
5.การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น(Usenet) เป็นการให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถพบปะกัน แสดงความคิดเห็นของตน โดยมีการจัดการผู้ใช้เป็นกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์และการเมือง เป็นต้น ปัจจุบันมี Usenet มากกว่า15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนจากทั่วมุมโลกแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
6.การสื่อสารด้วยข้อความ(Chat,IRC-Internet Relay chat) เป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ไดัรับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคนก็พิมพ์ข้อความโต้ตอบกันไปมาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม
7.การซื้อขายสินค้าและบริการ(E-Commerce = Eletronic Commerce) เป็นการจับจ่ายซื้อ - สินค้าและบริการ เช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมีบริษัทใช้อินเตอร์เน็ตในการทำธุรกิจและให้บริการลูกค้าตลอด24ชั่วโมง ในปี2540 การค้าขายบนอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง1แสนล้านบาท และจะเพิ่มเป็น1ล้านล้านบาทในอีก5ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่น่าสนใจและเปิดทางให้ทุกคนเข้ามาทำธุรกิจได้โดยใช้ทุรไม่มากนัก
8.การให้ความบันเทิง(Entertain) ในอินเตอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงในทุกรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด24ชั่วโมงและจากแหล่งต่างๆทั่วทุกมุมโลก ทั้งประเทศไทย อเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย เป็นต้น

โทษของอินเตอร์เน็ต
1.โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic) อินเตอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ?
การเล่นอินเตอร์เน็ต ทำให้คุณเสียงาน ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติดอินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) ผู้ที่มีอาการอย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเตอร์เน็ต
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเตอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเตอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้อินเตอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ

2.เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content) เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่WWW ยังไม่พัฒนา มากนักทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สื่อเหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
3.ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้น ไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วยหนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง
ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542

บัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเทอร์เน็ต
 ยืน ภู่วรวรรณ ได้กล่าวถึงบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยึดถือไว้
เสมือนเป็นแม่บทของการปฏิบัติ ผู้ใช้พึงระลึกและเตือนความจำเสมอ
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอันติดตามมาจากการกระทำของท่าน
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฏระเบียบ กติกา และมีมารยาท
จรรยาบรรณเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบ ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องที่จะต้อง
ปลูกฝังกฏเกณฑ์ของแต่ละเครือข่าย จะต้องมีการวางระเบียบ เพื่อให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีระบบ และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน บางเครือข่ายมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การปฏิบัติผิดกฏเกณฑ์ของเครือข่าย จะต้องตัดสิทธิ์การเป็นผู้ใช้ของเครือข่าย ในอนาคตจะมี การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก จรรยาบรรณจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมอินเทอร์เน็ต สงบสุข หากมีการละเมิดอย่างรุนแรง กฎหมายจะเข้ามามีบทบาทต่อไป
( โครงการการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย.)

7.หน่วยงานที่มีบทบาทในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย
ISP คงเป็นหน่วยงานแรกที่หลายๆ คนคงคิดถึงเมื่อนึกถึงหัวข้อนี้ รองลงไปก็คงเป็นเนคเทค ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหลายหน่วย ดังนี้

การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผูกขาดบริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ ผู้ให้ใบอนุญาต และถอดถอนสิทธิการให้บริการของ ISP รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนของ ISP ทุกราย (32%) รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ
ISP - Internet Service Providers หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั้ง 17 ราย (พ.ย. 2545) ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลและองค์กรต่างๆผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไม่หวังกำไร เช่น SchoolNet ที่ให้บริการโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ, ThaiSarn ผู้ให้บริการเชิงวิจัยสำหรับสถานศึกษา, UniNet เครือข่ายของทบวงมหาวิทยาลัย, EdNet เครือข่ายของกระทวงศึกษาธิการ และ GINet เครือข่ายรัฐบาล
THNIC ในฐานะผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมนสัญชาติไทย (.th) และผู้ดูและบบบริการสอบถามชื่อโดเมนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของ AITNECTEC หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในฐานหน่วยงานวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล และในฐานะผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ ผู้ดูแลเครือข่าย Thaisarn, SchoolNet, GINet และในฐานะคณะอนุกรรมการด้านนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทยผู้ให้บริการวงจรสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งมีหลายรายเช่น การสื่อสารแห่งประเทศไทย, บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทเอกชนอื่นๆ

8.แนวโน้นการใช้อินเทอร์เน็ต
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในอนาคต อินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรูปแบบใหม่ ดังนี้
· การคุยโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Voice over IP) ซึ่งปัจจุบันองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก็นำมาใช้ผ่านหมายเลข 1234 ทั่วประเทศ (ต้นปี 2545)
· การคุยระยะไกลแบบมีภาพและเสียงของคู่สนทนา (Voice conference)
· การนำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์กับเครือข่ายเคเบิ้ลทีวี (Web TV & Cable MODEM)
· การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตกับเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน (Internet Device)

หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย

ISP คงเป็นหน่วยงานแรกที่หลายๆ คนคงคิดถึงเมื่อนึกถึงหัวข้อนี้ รองลงไปก็คงเป็นเนคเทค ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหลายหน่วย ดังนี้การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผูกขาดบริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ ผู้ให้ใบอนุญาต และถอดถอนสิทธิการให้บริการของ ISP รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนของ ISP ทุกราย (32%) รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศISP - Internet Service Providers หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั้ง 17 ราย (พ.ย. 2545) ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลและองค์กรต่างๆผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไม่หวังกำไร เช่น SchoolNet ที่ให้บริการโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ, ThaiSarn ผู้ให้บริการเชิงวิจัยสำหรับสถานศึกษา, UniNet เครือข่ายของทบวงมหาวิทยาลัย, EdNet เครือข่ายของกระทวงศึกษาธิการ และ GINet เครือข่ายรัฐบาลTHNIC ในฐานะผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมนสัญชาติไทย (.th) และผู้ดูและบบบริการสอบถามชื่อโดเมนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การดูแลของ AITNECTEC หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในฐานหน่วยงานวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล และในฐานะผู้ให้บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ ผู้ดูแลเครือข่าย Thaisarn, SchoolNet, GINet และในฐานะคณะอนุกรรมการด้านนโยบายอินเทอร์เน็ตสำหรับประเทศไทยผู้ให้บริการวงจรสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งมีหลายรายเช่น การสื่อสารแห่งประเทศไทย , บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)และบริษัทเอกชนอื่นๆ

แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต


กรุงเทพฯ 19 ก.ย.- บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์การใช้บริการอินเทอร์เน็ตของคนไทย ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 7.6 ล้านราย ในปี 2548 จะเพิ่มขึ้นเป็น 10.1 ล้านราย ในปี 2551 หรือขยายตัวร้อยละ 10 ต่อปี ขณะเดียวกันการใช้อินเทอร์เน็ตจะขยายตัวไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพราะการขยายพื้นที่บริการและค่าบริการที่ต่ำลงศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะหลัง โดยการเข้าถึงเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 12 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศหรือประมาณ 7.6 ล้านราย ในปี 2548 แม้ว่าการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะชะลอตัวลง แต่ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความกว้างของช่องสัญญาณรับส่งข้อมูลขยายตัวเพื่อรองรับกับความต้องการ ในขณะที่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อได้รับการพัฒนาให้มีความเร็วมากขึ้น โดยการขยายบริการจากอินเทอร์เน็ตความเร็วปกติไปสู่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งเริ่มมีผู้ใช้บริการมากขึ้น นอกจากนี้ ราคาค่าบริการอินเทอร์เน็ตก็มีแนวโน้มต่ำลงกว่าเดิม ประกอบกับการพัฒนาคอนเทนท์หรือเนื้อหาที่มีความหลากหลายด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการประกอบธุรกิจภายหลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้เริ่มให้ใบอนุญาตใหม่แก่ผู้ประกอบการยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ภาพรวมของบริการอินเทอร์เน็ตมีความชัดเจนมากขึ้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มของบริการอินเทอร์เน็ตในระยะปานกลางนับจากนี้ (ปี 2549-2551) ในเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการใน 3 ปีข้างหน้า จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจะสูงถึงประมาณ 10.1 ล้านคน ในปี 2551 มีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 10 ต่อปี และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในภูมิภาคมากขึ้น เพราะการขยายตัวของพื้นที่ให้บริการและราคาค่าบริการที่มีแนวโน้มต่ำลง กลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตมากยังคงเป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มคนทำงาน คิดเป็นร้อยละ 60-70 ของผู้ใช้ทั้งหมด โดยเป้าหมายของการใช้จะมุ่งไปที่อินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียน ค้นคว้า และการสื่อสาร จำนวนผู้ให้บริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการให้ใบอนุญาตประกอบการใหม่ของ กทช. ทดแทนสัญญาการให้บริการซึ่งไอเอสพี จำนวน 18 ราย ที่ทำไว้กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งหมดอายุลงในปี 2548-2553นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยเฉพาะในส่วนของความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะกลายเป็นการเชื่อมต่อที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น การประยุกต์ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งด้านการค้า ด้านการสื่อสาร ด้านการศึกษา และด้านความบันเทิง การเติบโตของเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศได้และราคาค่าบริการที่ต่ำลง รวมทั้งความครอบคลุมของเครือข่ายที่มากขึ้น อีกทั้งมีมาตรการในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีของภาครัฐให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ส่งเสริมให้เกิดการบริหารและจัดการแก่ธุรกิจบริการมีต้นทุนการให้บริการที่ต่ำ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อให้เครือข่ายให้บริการครอบคลุมและทั่วถึง และมีราคาที่เป็นธรรมทั่วประเทศ ย่อมทำให้บริการอินเทอร์เน็ตเติบโตและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างเต็มที่

ที่มา : http://pongye.blogspot.com/2012/01/blog-post.html